หลายๆคนอาจสงสัยว่าน้ำมันเครื่องมีหลายยี่ห้อ หลายชนิด ค่าความหนืดคืออะไร แล้วน้ำมันเครื่องแบบไหนที่เหมาะกับรถเรา วันนี้เราได้รวบรวมวิธีการเลือกน้ำมันเครื่องแบบเข้าใจง่ายๆ มาฝากกันครับ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

Step 1 เลือกประเภทน้ำมันเครื่อง

หลักๆแล้วจะมีทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เบนซินและดีเซล โดยรถยนต์แต่ละคันจะมีบอกตามคู่มือการใช้งานรถยนต์ว่ารถคันนี้ควรเติมน้ำมันเครื่องแบบไหน

แนะนำว่าเราควรใช้น้ำมันเครื่องให้ถูกประเภทกับเครื่องยนต์จะดีที่สุดนะครับ เพราะหากเติมผิดประเภทจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วและเสียหายแน่นอน โดยส่วนใหญ่แล้วหน้าฉลากจะมีเขียนบอกอยู่ว่าเป็นน้ำมันเครื่องประเภทไหน

ถ้าเป็นน้ำมันเบนซิน โดยทั่วไปจะระบุที่ฉลากไว้ว่า “ Gasoline ”

ถ้าเป็นน้ำมันดีเซล โดยทั่วไปจะระบุที่ฉลากไว้ว่า “ Diesel ”

เรามีประเภทน้ำมันให้เลือกทั้ง 2 แบบ หากลูกค้าท่านไหนยังไม่ทราบว่ารถของท่านควรใช้น้ำมันประเภทไหนสามารถ ติดต่อสอบถามที่เราได้เลยครับ

Step 2 เลือกชนิดน้ำมันเครื่อง

ชนิดน้ำมันเครื่องแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

1.น้ำมันสังเคราะห์ (Fully Synthetic) ระยะเปลี่ยนถ่ายจะอยู่ที่ 10,000-12,000กิโลเมตร หรือสูงสุดไม่เกิน 20,000 กิโลเมตร

2.น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic) ระยะเปลี่ยนถ่ายจะอยู่ที่ 5,000-7,000 กิโลเมตร หรือสูงสุดไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร

3.น้ำมันเครื่องธรรมดา (Synthetic) ระยะเปลี่ยนถ่ายจะอยู่ที่ 5,000 กิโลเมตร หรือสูงสุดไม่เกิน 7,000 กิโลเมตร

โดยเลขกิโลเมตรหรือเลขไมล์ที่เราใช้ดูนั้นจะอยู่ที่หน้าปัดรถยนต์ครับ
แต่ละชนิดมีคุณภาพและระยะการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยน้ำมันสังเคราะห์มีราคาสูง เพราะเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% ระยะการใช้งานจะนานกว่าชนิดอื่น ซึ่งทางเรามีจำหน่าย พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม หากใครต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมทางเรายินดีให้คำแนะนำครับ

Step 3 เลือกความหนืดของน้ำมันเครื่อง

ความหนืดของน้ำมันเครื่อง คือ ระดับความข้นของน้ำมันเครื่อง เรียกง่ายๆว่า หากน้ำมันเครื่องข้นหรือหนืดเกินไป จะไม่สามารถไหลเวียนและหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้อย่างดี และหากมีความข้นหรือหนืดน้อยไป นั่นคือ น้ำมันเครื่องเหลวมากไปนั่นเอง จะไม่สามารถให้การปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้

สามารถดูได้จากตัวอักษร “W” โดยจะมีตัวเลขที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
– ตัวเลขที่อยู่หน้า “W” คือค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องในสภาวะอุณหภูมิที่ต่ำหรือขณะที่เครื่องยนต์เย็น ยิ่งตัวเลขน้อยจะแสดงถึงค่าความหนืดที่ต่ำ ทำให้สามารถหล่อลื่นเครื่องยนต์ขณะเย็นได้ดี

– ตัวเลขหลัง “W” คือค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องในสภาวะอุณหภูมิที่สูงหรือขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน ยิ่งตัวเลขสูงจะแสดงถึงค่าความหนืดที่สูง ทำให้สามารถหล่อลื่นและปกป้องเครื่องยนต์ขณะทำงานได้ดี เช่น 30, 40, 50 ,60 โดยจะวัดที่อุณหภูมิ 100องศาเซลเซียส

แต่สำหรับการใช้งานในบ้านเราตัวเลขหน้า “W” ไม่ต้องดูก็ได้ ให้เน้นดูตัวหลังเป็นหลัก สามารถดูได้จากคู่มือที่ติดมากับรถยนต์จะมีบอกครับว่ารถของคุณควรใช้ความหนืดที่เท่าไหร่
โดยรถยนต์แต่ละประเภทจะใช้ระดับความหนืด ดังนี้ครับ
รถยนต์ที่ยังใหม่
มีเลขกิโลเมตรหรือเลขไมล์ไม่เกิน 200,000กิโลเมตร ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดต่ำ เช่น 30 เป็นต้น

– รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานา
มีเลขกิโลเมตรหรือเลขไมล์ 200,000กิโลเมตรขึ้นไป ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดสูง เช่น 40 หรือ 50 เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามการเลือกซื้อน้ำมันเครื่องนั้นควรเลือกค่าของความหนืดตามคู่มือของรถยนต์แต่ละรุ่นที่ระบุไว้ หากท่านไม่ทราบหรือสงสัยทางเรามีทีมผู้เชียวชาญให้คำแนะนำในเรื่องนี้ได้ครับ

Step 4 เลือกค่ามาตรฐานน้ำมันเครื่อง

ค่ามาตรฐานน้ำมันเครื่อง คือ เกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง ปัจจุบันมีหลายองค์กร เช่น

JASO (Japanese Automotive Standard Organization )
SAE ( Society of Automotive Engineers)
API ( American Petroleum Institute )

โดยสถาบันเหล่านี้จะกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่อง

โดยส่วนใหญ่ประเทศไทยจะใช้ของ “API” มากที่สุด “API” ย่อมากจาก “American Petroleum Institute” หรือ ภาษาไทยเรียกว่า “สถาบันปิโตรเรียมอเมริกา”

โดยค่า API จะแบ่งเป็น 2 อย่างหลักๆ ดังนี้
1.สัญลักษณ์ “ S ” จะเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน โดยส่วนใหญ่ค่ามาตรฐานปัจจุบันที่ใช้กันจะเป็น SN เป็นเกรดสูงสุดของเบนซิน ถ้าเกรดต่ำลงมาก็จะไล่ลงตามตัวอักษรข้างหลัง เช่น SM SL ไล่ลงไปเรื่อยๆ

2.สัญลักษณ์ “ C “ จะเหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยส่วนใหญ่ค่ามาตรฐานปัจจุบันที่ใช้กันจะเป็น CK-4 เป็นเกรดสูงสุดของดีเซล โดยตัวเลข4 หมายถึงเครื่องยนต์ 4จังหวะ ถ้าเกรดต่ำลงมาก็จะไล่ลง ตามตัวอักษรข้างหลัง เช่น CI-4 CH-4 ไล่ลงไปเรื่อยๆ

Step 5 เลือกยี่ห้อ ราคา และโปรโมชั่น

ขั้นตอนสุดท้ายนี้ สามารถกำหนดราคาที่ต้องการได้เลยครับ เพราะน้ำมันแต่ละประเภทมีราคาที่แตกต่างกันตามเกรดคุณภาพ แต่ละยี่ห้อก็มีหลายช่วงราคาให้เลือก อย่างไรแล้วลูกค้าควรพิจารณาตามรถยนต์ที่ลูกค้าใช้และเลือกซื้อให้เหมาะสม เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
หากไม่มั่นใจในการเลือกซื้อ สามารถปรึกษาทางทีมงาน Carmart ได้เลยครับ เรายินดีให้คำแนะนำเพื่อการใช้งานที่ดีที่สุดของลูกค้า ร้านของเรามีน้ำมันเครื่องให้เลือกมากกว่า 20 แบรนด์ มีน้ำมันเครื่องหลายสูตร หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Castrol, Elf, Eneos, Mobil, PTT เป็นต้น แต่ละแบรนด์มีโปรโมชั่นของแถมให้คุณได้เลือกสรรมากมาย

ส่วนใครที่สนใจอยากซื้ออุปกรณ์ดูแลเครื่องยนต์ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้นะครับ ทาง Carmart มีจำหน่ายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง , แบตเตอรี่ , น้ำมันเบรก , น้ำมันเกียร์ เป็นต้น

Carmart คุ้มค่า มั่นใจ ปลอดภัยของแท้ 100% ”สนใจสั่งซื้อสินค้าได้ที่ซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Shopee : ( สามารถสั่งออเดอร์ได้ตลอดทั้ง 4 สาขา [ ดอนเมือง ,พระราม2 ,พัทยา,อยุธยา  )

w

Line : @Carmart

Tel : 089-779-6439

เปิดทำการ : จันทร์ – เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) เวลา : 8.30 – 17.30 น.